ประวัติความเป็นมาของหมากรุก

การเล่นหมากรุกปรากฏในประเทศอินเดียมาหลายพันปี ชาวอินเดียอ้างว่าหมากรุกเกิดขึ้นเมื่อครั้ง พระรามไปล้อมเมืองลงกา นางมณโฑเห็นทศกัณฐ์เป็นกังวลกับการสงคราม จึงได้นำกระบวนสงคราม ตั้งทำเป็นหมากรุกขึ้นให้ทศกัณฐ์เล่นแก้รำคาญ ชาวอินเดียเรียกหมากรุกว่า “จัตุรงค์” เพราะเหตุที่นำกระบวนพล ๔ เหล่าทำเป็นตัวหมากรุก คือ พลช้าง 1 พลม้า 1 พลเรือ 1 พลราบ (เบี้ย) 1 มีพระราชา (ขุน) เป็นจอมทัพ ตั้งเล่นบนแผ่นกระดานจัดขึ้นเป็นตาราง 64 ช่อง

วิธีเล่นหมากรุกเดิมที่เรียกว่าจัตุรงค์นั้น ไม่เหมือนอย่างที่เล่นกันในปัจจุบัน ในหนังสือมหาภารตะอธิบาย ไว้ว่า เป็นตัวหมากรุก 4 ชุด แต้มสีต่างกัน สีแดงชุดหนึ่ง สีเขียวชุดหนึ่ง สีเหลืองชุดหนึ่ง สีดำชุดหนึ่ง ในชุดหนึ่งนั้น ตัวหมากรุกมีขุน 1 ตัว ช้าง (โคน) 1 ตัว ม้า 1 ตัว เรือ 1 ตัว เบี้ย 4 ตัว รวมเป็นหมากรุก 8 ตัว สมมติว่าเป็นกองทัพของประเทศหนึ่ง ชุดทางขวามือสมมติว่าอยู่ประเทศทางตะวันออก พวกทางซ้ายมือว่า อยู่ประเทศตะวันตก ชุดข้างบนอยู่ประเทศทางทิศเหนือ ชุดข้างล่างอยู่ประเทศทิศใต้ คนเล่น 4 คนต่างถือหมากรุกคนละชุด แต่การเล่นนั้น พวกที่อยู่ทแยงมุมกัน เป็นสัมพันธมิตรช่วยกันรบกับอีกฝ่ายหนึ่ง

(ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

พัฒนาสู่หมากรุกไทย

พัฒนาการเป็นหมากรุกไทย

หมากรุกไทย เป็นเกมกระดานที่พัฒนามาจากหมากรุกของอินเดียที่ชื่อเกมว่าจตุรงค์ ลักษณะการเล่นเกมใกล้เคียงกับหมากรุกฝรั่ง นอกจากนี้ในประเทศกัมพูชามีเกมหมากรุก ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับหมากรุกไทยนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย

ประวัติการเล่นหมากรุกไทยในสมัยสุโขทัย

หมากรุกในสมัยสุโขทัย แรกเริ่มเดิมทีเล่นกันอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงและหมู่พระสงฆ์เท่านั้น ประชาชนทั่วไปไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก เพราะเป็นกีฬาที่ผู้คนชาวบ้านเพิ่งจะรู้จัก ยังไม่คุ้นกับแนวคิดการเล่น แต่ระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับคณะสงฆ์ลังกา พม่าแล้ว ก็คงจะรู้จักกันเมื่อไม่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๕ เพราะคนสุโขทัยเพิ่งจะเข้ามาตั้งหลักแหล่งเป็นที่อยู่อาศัยในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๔๐๐

ประวัติการเล่นหมากรุกไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเป็นคนในแผ่นดินอยุธยาตอนปลาย โปรดกีฬาหมากรุกเป็นอย่างยิ่ง หลักฐานที่เป็นเค้าเรื่องให้มองเห็นว่า แม้คนอยุธยาในยุคต้นๆ ก็เล่นหมากรุกกันคือ วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน หมากรุกครั้งกรุงศรีอยุธยานั้น นิยมเล่นกันแพร่หลายในหมู่ชนทั่วไปแล้ว ขุนช้างซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา กระทั่งศรพระยาทาสรับใช้ก็เล่นหมากรุกเป็น

ประวัติการเล่นหมากรุกไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พ.ศ. 2310 – 2325

ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2318 เดือนอ้าย อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าวัย 72 ปี ผู้เหิมเกริม
อาสานำไพร่พลฝีมือดี 35,000 คน คิดรุกรานผืนแผ่นดินไทย โดยยกพลเข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองสุโขทัย
กางตำราพิชัยสงครามเชิงรุก และเริ่มลงมือกวาดต้อนเสบียงอาหารสะสมกักตุนไว้ทันที
พระเจ้ากรุงธนบุรีพร้อมด้วยพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ ทรงทราบยุทธศาสตร์เชิงรุกครั้งนี้เป็นอย่างดี หากแต่ครั้งนั้นมีรี้พลประมาณ 20,000 คนจึงจำต้องวางแผนพิชัยสงครามในเชิงรุกและรับ ด้วยหน่วยจู่โจมหลีกเลี่ยงการเข้าปะทะศึกใหญ่ โดยใช้แผนถอยเอาเชิง 2 ชั้น
กล่าวคือ ให้พระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ ตั้งหลักอยู่ที่เมืองพิษณุโลก กวาดต้อนเสบียงและผู้คน ตลอดจนรักษาฐานะเมืองเชียงใหม่ไว้ ด้วยหวังตรึงกำลังอะแซหวุ่นกี้ไว้ให้นานที่สุด ส่วนทัพหลวงนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีกลับเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวประกอบกับหน่วยจู่โจม และหน่วยกองเพลิงป่า มุ่งหวังตัดเสบียงและจู่โจม รบกวนทำลายรี้พลพม่าทั้งกลางวันและกลางคืน หลังจากปะทะกันมาถึง 4 เดือน ต่างก็ขัดสนเสบียงอาหาร โดยเฉพาะเมืองพิษณุโลกยังมีผู้หญิงและเด็กมากมาย ครั้นกองเสบียงจากทัพหลวงถูกตัดขาด แผนการขั้นที่ 2 จึงได้เริ่มขึ้นโดยพระยาจักรีออกอุบายจำทำการรบใหญ่ ด้วยการเอาปี่พาทย์ประโคมศึกตามป้อมค่าย พร้อมยิงปืนใหญ่กรุยทางตั้งแต่เช้าจนค่ำ ส่วนพระองค์พร้อมด้วยพระยาสุรสีห์ ได้ทรงนั่งเล่นหมากรุกอยู่บนเชิงกำแพงเมือง ร้องเรียกให้อะแซหวุ่นกี้ขึ้นมาประลองฝีมือสักกระดาน

(ขอบคุณข้อมูลจาก www.gotoknow.org/blog ประวัติหมากรุกไทยและกติกาการเล่นหมากรุก, นายเสรี สุขโยธิน : หมากรุกไทย ต้องอยู่คู่ชาติไทย โปรดร่วมใจอนุรักษ์และฝึกเล่น, ข้อมูลจาก กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และตำราพิชัยยุทธ น.ต.มณเฑียร รื่นวงษา)

ประวัติการเล่นหมากรุกไทยตั้งแต่ กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2526

หลังจากการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2325 แล้ว ก็ได้ปรากฏว่ามีการเล่นหมากรุกกันมากในหมู่ พระราชวงศ์ ดังจะเห็นมีหมากรุกงาและเขาสัตว์ แสดงความเก่าแก่มานานจนงานั้นผุพังไปก็มี ตัวอ้วน กลมเตี้ยไม่ได้ขนาดก็มี หมากรุกได้แพร่หลายไปตามหมู่เจ้านาย ไพร่พล หมู่ทหาร ข้าราชบริพาร และยัง ไปตามวัดวาอารามต่าง ๆ จนในที่สุดเข้าถึงประชาชนโดยทั่วไป ดังจะเห็นมีตำรากลหอพระสมุดแห่งชาติ และตำราเคล็ดลับทางโคนที่ได้มาจากทางภาคอีสาน
การแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการ คงจะมีขึ้นบ้างเป็นการประลองฝีมือ แต่การพนันรายใหญ่มักจะมีใน หมู่เศรษฐี ดังเช่นศึกชิงเรือสำปั้น ระหว่างนายโหมดกับเจ้านายพระองค์หนึ่งทางตำหนักเสาชิงช้า นอกจากศึกชิงเรือสำปั้นแล้ว ยังมีศึกผ้าขาวม้า ศึกสามเส้า ตอนงูกินหางและตอนจับงูอีกด้วย

(ขอบคุณข้อมูลจาก www.gotoknow.org/blog ประวัติหมากรุกไทยและกติกาการเล่นหมากรุก, นายเสรี สุขโยธิน : หมากรุกไทย ต้องอยู่คู่ชาติไทย โปรดร่วมใจอนุรักษ์และฝึกเล่น, ข้อมูลจาก กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และตำราพิชัยยุทธ น.ต.มณเฑียร รื่นวงษา)

กติกาการเล่น

กระบวนหมากรุกไทย กำหนดการตั้งหมาก ดังนี้

  • เรือทั้ง ๒ ลำ วางชิดขอบกระดานด้านริมสุด ทั้งซ้ายและขวา
  • ม้าทั้ง ๒ ม้า วางชิดกับเรือ ถัดเข้ามา ทั้งซ้ายและขวา
  • โคนทั้ง ๒ วางเรียงถัดม้าเข้ามา ทั้ง ซ้ายและขวา
  • ตรงกลาง เหลือ ๒ ตำแหน่ง เป็นที่ตั้ง ขุน กับ เม็ด หลักควรจำคือ เม็ดต้องวางทางขวาของขุน
  • เบี้ย วางเรียงตามลำดับในช่อง โดยเว้นช่องว่างระหว่างตัวหมาก จากเรือทางซ้ายจรดเรือทางขวา ๑ ช่อง
(ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

ตัวหมากรุกไทยมี 6 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความสำคัญ และมีทิศทางการเดินหมากต่างกัน

  1. ขุน  ทำหน้าที่เป็นนายพล หรือ จอมทัพ เดินได้ทีละตา โดยรอบทั้ง ๘ ทิศ มีตาเดินได้ทั้งหมด ๘ ตา
  2. เม็ด หน้าที่หลักเป็นองครักษ์ของขุน เดินเป็นแนวเฉียง โดยรอบ มี ๔ ตา
  3. โคน  ทำหน้าที่คล้าย แม่ทัพ รองลงมาจากขุน มีทางเดินเหมือนกับเม็ด แต่เพิ่มอีกหนึ่งตา คือ เมื่อขึ้นไปข้างหน้าก็เดินในทางตรงได้ ๑ ตา รวม ๕ ตา
  4. ม้า เป็นหมากตัวสำคัญมาก ในกระบวนทัพของหมากรุกไทย เพราะเหตุว่า ม้ามีทางเดินไกลกว่าเม็ดหรือโคน แนวทางเดินของม้าจะเฉียงไปก่อน แล้วจึงเดินขึ้นไปในแนวตรง หรือให้ขึ้นแนวตรงก่อน ๑ ตา แล้วจึงเฉียงไปสองด้านในแนวขวาและซ้ายอีก ๑ ตา หรือ ขึ้นตรงไป 2 ตาก่อน แล้ววางด้าน ตาขวาหรือตาซ้ายตามต้องการ ก็ได้
  5. เรือ เป็นอาวุธ หรือหมากที่มีการเดินทางได้ยาวที่สุด มีวิธีการเดินในแนวตรงโดยตลอด อาจจะเดินจากปลายกระดาน ด้านหนึ่งไปจดปลายอีกด้านหนึ่งของกระดานได้ ถ้าหากว่าไม่มีสิ่งกีดขวางหรือหมากตัวอื่นกันทางเดินเอาไว้ เรือจึงเป็น ตัวหมากที่สำคัญมาก
  6. เบี้ย คือพลทหารประจำในแนวรบ เพราะในหมากรุกทั้งหมด เบี้ยมีจำนวนมากที่สุด และตั้งแถวหน้ากระดานอยู่เบื้องหน้านายทัพนายกองทั้งปวง ที่เป็นเช่นนี้ก็เข้าหลักการรบของไทย หรือของประเทศ ส่วนใหญ่ ซึ่งต้องพิทักษ์รักษาจอมทัพไว้เบื้องหลัง ส่วนทหารเลวก็ตายเป็นจำนวนไม่น้อยแต่ถ้าหากเบี้ยเดินไปถึงที่มั่นของฝ่ายพลทหารหรือเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามแล้ว เบี้ยก็มีศักดิ์หงาย หรือกลายเป็น เม็ดได้ ดังนั้น เบี้ยเมื่อเลื่อนตำแหน่งแล้วก็เปรียบเสมือนหนึ่งองครักษ์ของขุน ในโอกาสต่อไป ทางเดินเของเบี้ย ให้คืบหน้าไปในแนวตรงโดยตลอดทีละหนึ่งตา ห้ามถอยหลังโดยเด็ดขาด
(ขอบคุณข้อมูลจาก www.thenpoor.ws )

ผู้เล่นแต่ละคนผลัดกันเดินหมากของฝ่ายตนเองครั้งละ 1 ตัว

  • ถ้าเดินหมากของฝ่ายตัวเองไปในตำแหน่งที่หมากของฝ่ายตรงข้ามตั้งอยู่ หมากของฝ่ายตรงข้ามจะถูกกิน และนำออกนอกกระดาน ยกเว้นขุนจะถูกกินไม่ได้
  • ถ้าเดินหมากไปในตำแหน่งที่ตาต่อไปสามารถกินขุนของฝ่ายตรงข้ามได้ จะเรียกว่ารุก โดยตาต่อไปฝ่ายตรงข้ามต้องป้องกันหรือเดินหนีไม่ให้ขุนอยู่ในตำแหน่งที่จะถูกกิน
  • ถ้าขุนถูกรุกอยู่และไม่สามารถเดินหนีหรือป้องกันการรุกได้ จะถือว่ารุกจนและเป็นฝ่ายแพ้
  • ถ้าขุนไม่ถูกรุก แต่ในตาต่อไปไม่สามารถเดินหมากตัวใดๆได้เลย จะเรียกว่าอับ และจะเสมอกัน
(ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

Comments are closed.